โรคไวรัสอีโบลา
โรคไวรัสอีโบลามีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสอีโบล่าตระกูล Filoviridae EVD จัดอยู่ในโรคกลุ่มเดียวกับไข้เลือดออก เมื่อติดเชื้อจะมีอาการเจ็บป่วยภายใน 2-21 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เชื้อฟักตัว และจะเริ่มมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
ไวรัสอีโบลาติดต่อได้ทางไหนบ้าง
เชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อทางเลือด ของเหลวจากร่างกาย อวัยวะของมนุษย์ หรือสัตว์ที่ติดเชื้อ ได้แก่
-
การสัมผัสร่างกายของผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการ หรือผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ ไวรัสสามารถมีชีวิตรอดภายนอกร่างกายได้นานหลายวัน
-
การทำความสะอาดของเหลวจากร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อุจจาระ ปัสสาวะ หรืออาเจียน
-
การสัมผัสเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้ติดเชื้อและไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อมาก่อน
-
การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่สวมใส่ถุงยางอนามัย การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า เชื้ออีโบลาสามารถอยู่ในน้ำเชื้อของผู้ชายได้นานหลายเดือน แม้ว่าผู้ป่วยคนนั้นจะหายจากโรคแล้วก็ตาม
-
การสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้อไวรัส เช่น กอรริลลา ลิงชิมแปนซี ค้างคาวผลไม้ ละมั่งป่า เม่น รวมทั้งการสัมผัสโดยตรงสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อไวรัสอีโบลา
-
การหยิบจับ หรือรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก
อย่างไรก็ตาม โรคไวรัสอีโบลาไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสร่างกายของผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอย่างการจับมือ
อาการของโรคไวรัสอีโบลา
การรักษาโรคไวรัสอีโบลา
ณ ตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษา หรือวัคซีนป้องกันโรคอีโบลา การรักษาจะเน้นประคองอาการและต้านเชื้อไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อน แต่ก็มีวัคซีนและยาบำบัดหลายตัวที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดลองอยู่
โรคไวรัสอีโบลาจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำจึงต้องมีการให้ของเหลวเข้าเส้นเลือดโดยตรง อีกทั้งต้องมีการคงระดับออกซิเจนในเลือดและระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ร่วมกับการช่วยเหลืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้สามารถทำงานเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อตลอดเวลา
เชื้อไวรัสอีโบลาสามารถส่งผลเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยตรวจพบโรคและรับการรักษาเร็วเท่าไรจะยิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่านั้นยังมีรายงานพบเห็นผู้ป่วยโรคอีโบลาอยู่เล็กน้อยที่ประเทศแถบแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไวรัสอีโบลาคือ ผู้ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่ต้องสัมผัสกับเลือด หรือของเหลวจากผู้ติดเชื้อ เช่น บุคลากรในโรงพยาบาล ครอบครัวผู้ติดเชื้อ
แนวทางการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola)
ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การงดสัมผัสสารคัดหลั่งหรือเลือดของผู้ป่วย เนื่องจากไวรัสชนิดนี้ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศ โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางสำคัญได้ดังนี้:
1. การป้องกันระดับบุคคล
-
งดสัมผัสสารคัดหลั่ง: หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง (เช่น น้ำลาย เหงื่อ น้ำตา อาเจียน อุจจาระ) ผิวหนัง หรือศพของผู้ติดเชื้อ
-
รักษาสุขอนามัย: หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ เพื่อลดการปนเปื้อน
-
หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาด และงดการสัมผัสสัตว์ป่า (โดยเฉพาะลิง ค้างคาวกินผลไม้ หรือสัตว์ฟันแทะ) ทั้งแบบเป็นๆ หรือการกินเนื้อสัตว์ป่า
-
ฉีดวัคซีนป้องกัน: สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีโบลา (เช่น วัคซีน Ervebo) ไว้ล่วงหน้า
2. การควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด (สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาด)
-
การแยกผู้ป่วย (Isolation): ต้องแยกผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อออกจากบุคคลอื่นทันที เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ
-
การใช้อุปกรณ์ป้องกัน (PPE): บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลผู้ป่วยต้องสวมชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) อย่างมิดชิด
-
จัดการศพอย่างปลอดภัย: ห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่มีการสัมผัสศพผู้เสียชีวิตจากอีโบลาโดยตรง โดยต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการจัดการศพด้วยมาตรการที่รัดกุม
สามารถติดตามข้อมูลประกาศเตือนการเดินทางและสถานการณ์การระบาดของโรคทั่วโลกเพิ่มเติมได้จาก กรมควบคุมโรค
|